เชื่อว่าหลายคนรู้กันอยู่แล้วว่า แสงสีฟ้าจากโทรศัพท์มือถือของเรามีอันตรายต่อดวงตา รวมไปถึงหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่รู้ไหมว่าสารมารถพบแสงสีฟ้าได้จากธรรมชาติด้วยเช่นกัน
แสงสีฟ้า คือ หนึ่งในความยาวคลื่นที่ประกอบกันของแสงขาวจากแสง UV ที่สามารถมองเห็นได้ และเมื่อผ่านละอองน้ำในอากาศ จะเห็นเป็นสีรุ้ง 7 สี ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ซึ่งแสงสีฟ้านี้ก็คือสีน้ำเงิน มีพลังงานสูงค่อนข้างสูง (High – energy visible) ใกล้เคียงกับรังสียูวี โดยแสงที่เรามองเห็นได้จะอยู่ที่ช่วงความยาวคลื่นประมาณ 400-700 nm แต่แสงสีฟ้าอยู่ที่ช่วงความคลื่นที่ประมาณ 380-480 nm สามารถทะลุผ่านอวัยวะดวงตาได้ ตั้งแต่กระจกตา เล่นส์แก้วตา ตลอดไปจนถึงจอประสาทตาที่อยู่ลึกที่สุด
แสงสีฟ้ามาจากไหนบ้าง
เราสามารถพบแสงสีฟ้าได้จากธรรมชาติ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ได้แก่
- ดวงอาทิตย์ มีปริมาณแสงเข้มมากที่สุด
- หลอดไฟ LED ไฟหน้ากระจกรถ ไฟท้ายรถ
- อุปกรณ์ดิจิทัล เช่น Smart Watch
- จอโทรศัพท์มือถือ จอคอมพิวเตอร์ จอโน๊ตบุค แท็บเล็ต จอ TV


แสงสีฟ้าอันตรายจริงไหม หรือแสงสีฟ้าช่วยอะไรได้บ้าง
แสงสีฟ้าที่เราพบเจอทั่วไป มี 2 ประเภท คือ แสงสีฟ้าที่ดี และ แสงสีฟ้าที่เป็นโทษ
- แสงสีฟ้าที่ดี ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนกระฉับกระเฉง ช่วยเตือนระบบการทำงานของร่างกาย ควรนอนเวลาไหน ควรตื่นเวลาไหน ควรกินตอนไหน ซึ่งเป็นระบบวงจรที่ทำให้ร่างกายทำเป็นปกติ หรือที่เราเรียกว่า “นาฬิกาชีวิต” นั่นเอง
- แสงสีฟ้าที่เป็นโทษ คือ แสงสีฟ้าที่อยู่ในช่วงคลื่นที่ 415-455 nm ส่งผลเสียต่อจอประสาทตาให้ค่อย ๆ เสื่อมลงได้
แสงสีฟ้าส่งผลเสียยังไง
เมื่อได้รับแสงสีฟ้า ผลกระทบที่ได้รับโดยตรงคือ ดวงตา เพราะแสงสีฟ้าสามารถทะลุผ่านเลนส์ตาและกระจกตา เข้าไปถึงจอประสาทตาที่ลึกที่สุดและสำคัญที่สุดได้ หากได้รับแสงสีฟ้าสะสมเป็นเวลานาน จะส่งผล ดังนี้
- อาการตาล้า (Digital eye strain) เพราะแสงสีฟ้ามีความสว่างมากเกินไป มีพลังงานสูง ทำให้ดวงตาทำงานหนัก จนเกิดอาการตามัว ปวดตา ตาแห้ง แสบตา น้ำตาไหล ปวดศีรษะ
- จอประสาทตาเสื่อม เนื่องจากแสงสีฟ้าทะลุผ่านเข้าไปในดวงตา และทำลายเซลล์รับแสงในจอประสาทตา จนอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้
- อาการโรคนอนไม่หลับ เพราะแสงสีฟ้าเข้าไปยับยั้งการหลั่งสารเมลาโทนิน ที่ทำหน้าที่ควบคุมการนอนหลับและการตื่นของร่างกาย ส่งผลให้นอนหลับยาก นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท

วิธีการป้องกันอันตรายจากแสงสีฟ้า
- หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีแสงจ้ามาก ๆ หากจำเป็นต้องอยู่กลางแดด ควรป้องกันแสงเข้าสู่ดวงตา เช่น สวมแว่นกันแดด สวมหมวก กางร่ม เป็นต้น
- ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับดวงตา เช่น ไฟในห้องไม่ควรสว่างหรือมืดจนเกินไป ไม่จ้องหน้าจอมือถือ หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอทีวี ในความมืด เพราะความืดจะทำให้ม่านตาเราขยาย ส่งผลดวงตาได้รับแสงสีฟ้ามากเกินไป
- หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีลมเป่าเข้าตาอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นลมธรรมชาติ ลมจากพัดลม หรือลมจากแอร์ เพราะจะทำให้เกิดอาการตาแห้งได้
- ใช้หลัก 20-20-20 คือ พักสายทุก ๆ 20 นาที มองวัตถุไกล ๆ ห่างออกไปอย่างน้อย 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที เพื่อช่วยลดการเพ่งของดวงตา
- ตั้งค่าอุปกรณ์เป็นโหมดกลางคืน (night or dark mode) ในช่วงเวลากลางคืน เพื่อลดความสว่างของหน้าจอ และลดอุณหภูมิสีของหน้าจอ
- ปรับระดับความสว่างของหน้าจอให้เหมาะสม ปรับระดับหน้าจอให้ต่ำลงกว่าระดับสายตาประมาณ 10-15 องศา และนั่งห่างจากจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 1 ช่วงแขน
- หยุดใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
- ตรวจสายตาเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตา